The Adventures Of The Orphans Boys บทที่ 31

posted on 09 Aug 2011 22:22 by oceanhot

ปิแอร์!”ซายด์เบิกตาโพลง  ความมึนงงทั้งหมดถูกขับไล่ไปทันที พี่ยังไม่ตาย!!!”

        

ใช่  พี่ยังไม่ตาย!”บอดี้การ์ดผู้นั้นสวมกอดซายด์แนบแน่น และพี่ก็ดีใจที่แกยังไม่ตายด้วย  แกหนีออกมาจากสถานสงเคราะห์นรกนั่นได้ยังไง?

        

เรื่องมันยาวนะพี่ซายด์ตอบ น้ำตาไหลพราก ผมคิดมาตลอดว่าพี่ตายแล้ว

        

เอ่อ  อย่าว่างั้นงี้เลยนะฮาโร่แทรกขึ้นกึ่งเกรงใจกึ่งรำคาญ ช่วยแก้มัดก่อนได้ไหม หลังจากนั้นจะซึ้งยังไงก็ตามสบาย นั่งนานๆแบบนี้มันเมื่อยเว้ย

        

โทษทีบอดี้การ์ดผู้มีนามว่าปิแอร์ เซอี้ย์ยกมือปาดน้ำตาที่หลั่งรินด้วยความตื้นตันก่อนจะหันมาแก้มัดเชือกที่พันธนาการฮาโร่และซายด์เอาไว้ ไม่คิดว่าจะได้เจอกันจริงๆ  มีไม่กี่คนหรอกที่สามารถหนีพ้นเงื้อมมือไอ้โรคจิตแฮ็คกิ้งนั่นได้น่ะ

        

ซายด์รีบถอดแว่นออกมาเช็ดหลังจากถูกแก้มัดเรียบร้อย  ส่วนฮาโร่ยกมือบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสายก่อนจะหันมองรอบกายจึงเห็นว่านายอำเภอธันเดอร์กำลังเดินกลับไปทรุดกายลงนั่งหลังโต๊ะทำงานของตนเองดังเดิม บรรยากาศที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ไม่มีสัญญาณที่บ่งบอกถึงการจับกุมเลยทั้งสิ้น

        

เอ่อ  สรุปว่าจะไม่จับพวกเราแล้วใช่ไหม?ฮาโร่ถามขึ้นอย่างลังเลพลางมองซายด์ลุกขึ้นยืนสวมกอดกับปิแอร์อีกครั้งเหมือนพี่น้องที่ได้กลับมาเจอกันหลังพลัดพรากไปนาน ช่วยอธิบายอะไรให้ฟังสักหน่อยสิ  แบบนี้มันงงนะเฮ้ย

        

ซายด์ผละออกจากปิแอร์  เขาถอดแว่นเช็ดน้ำตา  เป็นครั้งแรกที่ฮาโร่เห็นเพื่อนร่วมชะตากรรมคนนี้ร้องไห้  ปิแอร์ยกมือตบไหล่ซายด์เบาๆเป็นเชิงปลอบโยน  ในที่สุด  ซายด์ก็ควบคุมสติอารมณ์ได้  พูดอธิบายทุกอย่างด้วยน้ำเสียงอันสั่นพร่า

        

คนนี้คือปิแอร์ เซอี้ย์ เป็นรุ่นพี่ฉันในกลุ่มศิลปะวรรณกรรมที่สถานสงเคราะห์  เมื่อสองปีที่แล้วเขาบรรลุนิติภาวะ และเจอแบบที่เราเจอ  ทางสถานสงเคราะห์จัดงานวันเกิดให้เขาและนั่นคือครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เห็นปิแอร์  พอวันรุ่งขึ้น  ปิแอร์ก็หายตัวไป ฉันไปถามที่ตึกธุรการ เจ้าหน้าที่ก็ตอบว่าปิแอร์ได้เลือกใช้สิทธิ์การบรรลุนิติภาวะและเดินทางออกจากสถานสงเคราะห์ไปแล้วซึ่งฉันรู้ว่าไม่ใช่ความจริง

        

เพราะในเช้าวันนั้น  ฉันเจอกระดาษแผ่นหนึ่งซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง  ปิแอร์คงแอบใส่มาโดยที่ฉันไม่รู้ตัวตั้งแต่วันก่อน  มันเป็นจดหมายที่อธิบายความชั่วร้ายของไอ้รัฐมนตรีแฮ็คกิ้ง ฉันจำลายมือของปิแอร์ได้ดี  ไม่มีอะไรสำคัญมากกว่านั้นอีกแล้ว  ในจดหมายมันบอกว่าเขากำลังจะต้องกลายเป็นอาหารบนโต๊ะของไอ้แฮ็คกิ้ง  นั่นทำให้ฉันเริ่มค้นหาความจริงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

        

ปิแอร์ เซอี้ย์ปรบมือแปะๆชมความยอดยี่ยมของซายด์   ฮาโร่กวาดสายตาพินิจบอดี้การ์ดหนุ่มเบื้องหน้าอีกครั้ง  ปิแอร์เป็นชายหนุ่มชนิดที่คนทั่วไปนึกอยากเป็น  เขาหล่อ  เต็มไปด้วยความเท่  มีผมสีน้ำตาล  นัยน์ตาเหล็กคมกริบ ใบหูเจาะเข็มหมุดพราวระยิบ ดูเหมาะที่จะสังกัดกลุ่มศิลปะการต่อสู้แบบฮาโร่มากกว่าศิลปะวรรณกรรมอย่างซายด์

        

แต่ฉันคิดมาตลอดว่าปิแอร์ตายไปแล้วซายด์พูดพร้อมยกมือขยับแว่นหนึ่งทีแล้วหันไปเหลือบมอง ทำไมพี่ถึงมาโผล่ที่นี่ได้ล่ะ  ปิแอร์

        

ปิแอร์  เซอี้ย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่  ฮาโร่ยืนเกาศีรษะที่ยังคงปวดตึบๆอยู่บ้างเล็กน้อยแล้วลอบชำเลืองมองนายอำเภอธันเดอร์ผู้นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน กำลังกอดอกมองมาที่พวกเขาด้วยสายตาที่ยากคาดเดาความรู้สึก  พลัน เสียงของปิแอร์ก็ดังขึ้นดึงความสนใจของฮาโร่อีกครั้ง

        

พวกมันจับพี่ขึ้นรถเพื่อมุ่งตรงไปยังคฤหาสน์ของไอ้แฮ็คกิ้ง  แต่พี่หนีลงมาได้ระหว่างทางตอนที่พวกมันแวะปั๊มลงไปเยี่ยว  เอ๊ย ลงไปเข้าห้องน้ำ  ตอนนั้นพี่แกล้งเป็นสลบ  มันพลาดที่คิดว่าพี่สลบจริงๆเลยไม่ล็อคประตูหรือหาอะไรมามัดมือมัดขาพี่เลยสักอย่าง ในตอนหลังได้ข่าวว่าไอ้แฮ็คกิ้งสั่งฆ่าพวกมันทั้งหมดไม่มีเหลือ พี่เปิดประตูรถวิ่งหนีสุดชีวิต  เมื่อวิ่งมาได้พักหนึ่งก็โบกรถข้างทาง  มีรถกระบะจอดรับพี่  เจ้าของรถเค้าเป็นคนนิว แองเจิ้ลที่มาเที่ยวเมืองหลวงและกำลังจะเดินทางกลับ   พี่เลยติดดรถเค้ามาด้วย

        

แล้ว...ซายด์พูด  เหลียวมองนายอำเภอผู้เคร่งขรึมเล็กน้อย ...พี่กลายมาเป็นบอดี้การ์ดได้ยังไง?

        

เรื่องมันยาว  ไว้จะอธิบายให้ฟังทีหลังปิแอร์ตอบ หัวเราะแหะๆ นี่ถ้าพูดจริงๆเขียนเป็นนิยายอีกเรื่องได้สบายเลยนะ

        

เอาเถอะครับ  จะยังไงก็แล้วแต่ สรุปว่าในตอนนี้พวกเราปลอดภัย  ไม่ถูกจับแล้วใช่ไหม?ฮาโร่แทรกขึ้นพลางมองนายอำเภอธันเดอร์กับบอดี้การ์ดปิแอร์สลับกัน  เกิดความเงียบขึ้นอึดใจหนึ่งก่อนที่นายอำเภอจะเป็นผู้ตอบคำถามที่ทำเอาฮาโร่และซายด์ใจหายวาบ

        

ยังไงหน้าที่ก็ต้องเป็นหน้าที่  ถ้ามีคนรู้ว่าพวกแกเป็นฮาโร่ เดอ โรเลนโซ่กับซายด์ ฟิลิปป์จริงๆ ฉันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องส่งตัวให้ทางการเมื่อพูดมาถึงตอนนี้ นายอำเภอธันเดอร์ก็โน้มตัวมาข้างหน้า  ลดเสียงลงเป็นกระซิบ เว้นแต่ว่าไม่มีใครรู้เท่านั้น 

        

เป็นอีกครั้งที่ฮาโร่ไม่เข้าใจ  แต่เขาเห็นซายด์ฉีกยิ้มแฉ่งทีเดียว

        



The Adventures Of The Orphans Boys บทที่ 30

posted on 28 Jul 2011 21:18 by oceanhot

“เฮ้ย  ฟื้นได้แล้วโว้ย”เสียงคำรามนั้นปลุกฮาโร่และซายด์ให้รู้สึกตัวจากความมืดมิด “รีบทำความเคารพท่านนายอำเภอซะ!”

        

แรกทีเดียวนั้น สองหนุ่มยังโงนเงนจากความมึนงง แต่ก็ต้องตื่นตัวทันทีเมื่อมีน้ำเย็นยะเยียบราดลดลงมาบนศีรษะ  ฮาโร่สะบัดหัวไล่น้ำออกจากเส้นผมแล้วกวาดสายตาไปรอบกาย  เขากับซายด์ยังคงถูกมัด แต่ตอนนี้ถูกจับให้นั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องทำงานที่ใหญ่โตและหรูหราแห่งหนึ่งที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน  แต่รู้ได้ทันทีว่าเป็นของใคร

        

“สองคนนี้น่ะเหรอที่แกบอกว่าเป็นฮาโร่ เดอ โลเรนโซ่กับซายด์ ฟิลิปป์”ผู้เป็นเจ้าของห้องกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ  เขาเป็นชายวัยประมานห้าสิบ  รูปร่างผอม แต่ยังแข็งแรงและดูหนุ่มแน่นกว่าอายุจริง  ดวงตาเด็ดเดี่ยวแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน “แกจะยืนยันได้ยังไง  ราเฟ่?”

       

 ผู้ถูกถามขยับมายืนด้านหน้า   ราเฟ่ในตอนนี้แต่งกายด้วยชุดสูทสีดำ  แทบดูไม่เหมือนราเฟ่ในกระท่อมเลยสักนิด  เขาหันมากระชากผมให้ซายด์เงยหน้าขึ้น   ซายด์กำลังหยีตาเพราะแว่นถูกถอด ไม่สามารถมองอะไรเห็นได้เกินรัศมีหนึ่งเมตร

        

“นี่ไงครับท่าน”ราเฟ่พูดพลางใช้มือตบหน้าซายด์เบาๆ “ท่านมองหน้ามันสิ  คนเดียวกับที่อยู่ในหมายจับชัดๆ  ใช่ไหมครับท่าน  อ้อ  ลืมไป  แว่นมันอยู่นี่-”พูดจบก็ดึงแว่นออกจากกระเป๋าสูทจัดการสวมให้ซายด์อย่างไม่อินังขังขอบเท่าไหร่ “-ทีนี้เป็นไงครับท่าน  เป๊ะไหม?”

        

ชายผู้เป็นเจ้าของห้องหรี่ตาพินิจสองหนุ่ม  ฮาโร่อ่านป้ายบนโต๊ะจึงรู้ว่าเจ้าของห้องชื่อธันเดอร์  มียศเป็นถึงนายอำเภอประจำเมืองทีเดียว แต่ซายด์ยังปรับสายตาไม่ได้เพราะบนเลนส์แว่นมีรอยนิ้วมือของราเฟ่เปรอะเต็มไปหมด  เขาจึงยังไม่สามารถรับรู้อะไรได้ชัดเจนนัก

        

“อืมม์  เป๊ะ”เสียงของนายอำเภอธันเดอร์พึมพำตอบกลับ  ราเฟ่ขยับตัวไปข้างหน้าอีกนิดพร้อมกับถูมืออย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง   เจ้าของห้องเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วเปิดลิ้นชักหยิบเงินปึกหนึ่งออกมา “ฉันรู้ว่าแกต้องการอะไร  ราเฟ่  แต่มันก็ยังยืนยันไม่ได้อยู่ดีว่าสองคนนี้คือผู้ร้ายในหมายจับจริงๆ  เพราะฉะนั้น  เอาไปหมื่นเดียว แล้วไสหัวกลับดอยของแกไปซะ”

        

กล่าวจบก็ไถลเงินก้อนนั้นข้ามโต๊ะส่งมาให้ชายร่างถึกที่รีบตะครุบไว้ทันทีแม้จะมีสีหน้าไม่พอใจนักก็ตาม

        

“นายอำเภอจะเบี้ยวค่าหัวใช่มั้ย  แบบนี้ผมไม่ยอมนะเอ้า”ราเฟ่ถลึงตาใส่ฝ่ายตรงข้ามอย่างเอาเรื่อง  ฮาโร่เห็นว่าชายชุดดำคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่มุมห้องมาตลอดเวลาทำท่าขยับตัวจะพุ่งเข้าใส่ผู้ใหญ่บ้านร่างถึก  แต่นายอำเภอธันเดอร์ก็โบกมือห้ามไว้  ชายชุดดำจึงชะงักกึกและกลับไปยืนอยู่มุมห้องเหมือนเดิม

        

“ฉันจะบอกอะไรให้ฟังนะ  ราเฟ่”นายอำเภอพูดพลางประสานสองมือไว้บนโต๊ะ  จ้องตาฝ่ายตรงข้ามเขม็ง “แกยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าสองคนนี้คือผู้ร้ายตัวจริงหรือเปล่า  และถ้าพิสูจน์กันขึ้นมาจริงๆ  เกิดสองคนนี้เป็นผู้บริสุทธิ์คนที่ซวยก็เป็นแก แกจะถูกดำเนินคดีในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยง  ทำร้ายร่างกายและอาจถึงขั้นพยายามฆ่า  เมื่อถึงเวลานั้น นอกจากแกจะไม่ได้เงินสักแดงแล้ว ยังมีสิทธิ์ติดคุกอีกไม่ต่ำกว่าสามปี  แกจะเอาแบบนั้นใช่มั้ย?”

        

ผู้ใหญ่บ้านร่างถึกถึงกับอึ้งตะลึงงัน  ยืนก้มมองเงินในมือและเงยหน้าสบตานายอำเภอธันเดอร์สลับไปมา  “แล้วท่านจะให้ผมทำยังไง?”ในที่สุดราเฟ่ก็เค้นเสียงถามออกมาจนได้ “หากผลพิสูจน์ออกมาว่าไอ้สองคนนี้คือผู้ร้ายในหมายจับตัวจริง?”

        

“เรื่องนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเถอะ  ฉันจะเป็นคนพิสูจน์มันด้วยตัวเอง  และหากผลออกมาว่าสองคนนี้เป็นผู้ร้าย  ฉันจะให้คนขนเงินรางวัลค่าหัวทั้งหมดเข้าไปส่งให้แกในป่าหลับใหลเอง”เจ้าของห้องมาดขรึมพูดด้วยเสียงเฉียบขาด “ตอนนี้แกกลับไปได้แล้ว  ฉันจะสอบสวนไอ้สองคนนี้  อย่าปากโป้งไปบอกใครด้วยล่ะ ถ้าไม่อยากหาเรื่องยุ่งยากใส่ตัว”

        

ราเฟ่พ่นลมทางจมูกแล้วสะบัดหน้าเดินปึงปังออกไปจากห้อง ยัดเงินในมือเข้ากระเป๋า  ในใจคิดอยากหาความสำราญใส่ตัวสักสองสามวันเสียก่อนค่อยกลับหมู่บ้านตามประสาคนป่าที่นานๆได้เข้าเมืองสักที 

        

เมื่อราเฟ่เดินออกไปแล้ว  นายอำเภอธันเดอร์ก็สั่งให้บอดี้การ์ดในห้องปิดประตูล็อคให้แน่นหนา  ฮาโร่เงยหน้าขึ้นมองนายอำเภอลุกขึ้นจากโต๊ะเดินตรงเข้ามา  บรรยากาศแห่งความกดดันแผ่สยายจนรู้สึกได้ว่าสองบ่าหนักอึ้ง  ฮาโร่สะบัดผมที่ลงมาปรกตา  หยดน้ำยังคงร่วงจากศีรษะอันเปียกชุ่มของเขาแหมะๆ

       

 “ตอบคำถามของฉันมาตามความจริง”นายอำเภอธันเดอร์พูดพร้อมมองสองหนุ่มตรงหน้า“พวกแกสองคนคือฮาโร่ เดอ โลเรนโซ่ กับซายด์ ฟิลิปป์ใช่มั้ย ขอย้ำอีกครั้งว่าให้ตอบตามความจริง  ชีวิตของพวกแกขึ้นอยู่กับการตอบคำถามหลังจากนี้”       

        

ฮาโร่หันไปมองซายด์อย่างใช้ความคิด  หนุ่มแว่นยังคงมึนงงจนไม่สามารถพูดอะไรได้  ท่าทางคงถูกพานท้ายปืนกระแทกแรงกว่าฮาโร่ถึงได้ยังสะลึมสะลืออย่างนี้  หนุ่มผมแดงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเป็นผู้ตอบคำถาม  เขากัดฟันกรอดแล้วเงยหน้าตอบด้วยน้ำเสียงที่คิดว่าหนักแน่น

        

“พวกผมไม่ใช่คนในหมายจับหรอก  ปล่อยพวกผมไปเถอะ  ผมชื่อโฟรโด้ แบ๊กกิ้นส์ ฟอน โทลคีน  ส่วนเพื่อนผมคนนี้ชื่อซีเซ่ ออเร้นจ์ทรี่ย์  เราสองคนมาจากเมืองสตาร์ท ซิตี้เพื่อมาตามหาญาติที่นี่”

        

“แล้วทำไมถึงต้องเข้าไปในป่าหลับใหลด้วยล่ะ?”นายอำเภอมาดขรึมซักต่อ “รู้มั้ยว่าคนปกติเค้าไม่เข้าไปที่นั่นเท่าไหร่”

        

“ผม...ผม...”ฮาโร่เหลือบมองซายด์อีกครั้ง หวังให้เพื่อนฟื้นขึ้นมาตอบคำถามเร็วๆเพราะเขาไม่ถนัดงานแบบนี้เท่าไหร่นัก “ผม...เข้าไป...เอ้อ...อ้า...หงิ...”

        

“ไม่เป็นไร  ฉันรู้ว่าจะชี้ตัวพวกแกได้ยังไงถ้าแกไม่พูดความจริง”นายอำเภอธันเดอร์กล่าวแทรกขึ้น ก่อนจะหันไปกวักมือเรียกบอดี้การ์ดชุดดำผู้ยืนประจำการอยู่มุมห้อง “แพทริค  ถึงเวลาทำหน้าที่แล้ว”

        

บอดี้การ์ดหนุ่มคนนั้นพยักหน้าแล้วก้าวเข้ามาหาฮาโร่กับซายด์ หนุ่มผมแดงเงยหน้าสบตาเขม็ง  เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร  แต่หากจะลงมือซ้อมเพื่อสอบปากคำเขาก็ไม่กลัวหรอก ห่วงแต่ซายด์เท่านั้นที่จะทนไม่ไหว

        

และบอดี้การ์ดชุดดำก็ขยับไปหยุดอยู่หน้าซายด์  ฮาโร่ใจหายวาบ  ซายด์อ่อนแอกว่าเขา แถมในขณะนี้ก็อยู่ในสภาพแทบไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ แต่เหตุการณ์ทุกอย่างก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คาด  ชายหนุ่มผู้เป็นบอดี้การ์ดของนายอำเภอธันเดอร์โน้มตัวลงพินิจใบหน้าของหนุ่มแว่นใกล้ๆและพูดออกมาด้วยเสียงกระซิบที่ไม่มีใครสามารถได้ยินนอกจากคนในห้องเท่านั้น

        

“ซายด์  จำพี่ได้มั้ยไอ้น้องรัก”เขาพูดพลางจับใบหน้าของซายด์ให้เงยขึ้นมองหน้าตนเอง  ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยสายตาแห่งความห่วงใย“นี่พี่เอง  ปิแอร์ไง  ปิแอร์ เซอีย์!!!”

The Adventures Of The Orphans Boys บทที่ 29

posted on 14 Jul 2011 21:31 by oceanhot

ขบวนเกวียนเคลื่อนขึ้นเขาไปด้วยเส้นทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อ  กว่าจะถึงที่หมายซึ่งเป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงเล็กๆกลางเขาก็ใช้เวลาไปอีกครึ่งวัน  นาฬิกาข้อมือของซายด์บอกเวลาบ่ายสองโมงพอดีเมื่อขบวนเกวียนหยุดลงที่ลานกว้างกลางหมู่บ้าน

        

สองหนุ่มถูกฉุดกระฉากลงจากเกวียนทันทีขณะชาวบ้านกำลังทะยอยออกจากกระท่อมมามุงขบวนเกวียนที่เพิ่งกลับมาถึง  กระเหรี่ยงหนุ่มหลายคนพุ่งตรงเข้าไปถามพรานเฒ่าพร้อมทั้งเอามือชี้โบ๊ชี้เบ๊มาที่ฮาโร่และซายด์วุ่นวายไปหมด 

        

สายตาทุกคู่ของชาวบ้านล้วนแล้วแต่กำลังจับจ้องมาที่พวกเขาเป็นจุดเดียวทั้งสิ้น

        

“มีใครพูดภาษากลางได้บ้างไหม?”ซายด์ตะโกน  ชาวบ้านที่มุงอยู่แตกฮือด้วยความตกใจ “ไม่ต้องกลัว...ปล่อยพวกผมเถอะ...พวกผมไม่มีอันตราย...ต้องการความช่วยเหลือด้วยซ้ำ....”แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่หนุ่มแว่นพูด   พรานเฒ่าหันมายกมือส่งสัญญาณเป็นเชิงให้หุบปากก่อนจะคุมตัวสองหนุ่มแหวกดงชาวบ้านมุ่งตรงไปยังกระท่อมหลังหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่สะดุดตาที่สุดในหมู่บ้าน

        

“กาก้า ควอเดี๊ยะ”พรานเฒ่าหยุดยืนตะโกนหน้ากระท่อมที่ปิดประตูแน่นหนาและมีหัวกะโหลกกระทิงป่าประดับไว้เหนือประตู “สะมะกิงกุงไก่  จะแฮ่ปิ๊ดปิ๊ว”

        

ฮาโร่กลั้นหัวเราะจนตัวสั่น  ภาษาชาวป่าไม่คุ้นหูเขานักจึงฟังดูตลกอย่างยิ่ง  ผิดกับคนเส้นลึกอย่างซายด์ที่ยืนนิ่งไร้ความรู้สึก แต่สองตากำลังสอดส่องรอบกายเพื่อหาทางหนีทีไล่  เกิดเสียงขลุกขลักที่ประตูเล็กน้อยก่อนที่มันจะเปิดออก และมีหญิงสาวนางหนึ่งปรากฏกายกึ่งเปลือยออกมาจากกระท่อมและวิ่งพรวดๆลับสายตาหายเข้าไปในกระท่อมอีกหลังหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก

        

“เงอะ  พ่อเจ้าประคุณลุนช่องเอ๊ย”ฮาโร่อุทานพลางมองหญิงสาวนางนั้นจนลับตา  น้ำลายไหลแหมะๆโดยไม่รู้ตัว

        

“เชี่ย!!!!!”

         

พลัน  เสียงคำรามอันแหบห้าวนั้นก็กังวานขึ้นจนหนุ่มผมแดงในคราบหนุ่มผมดำสะดุ้งโหยงรีบหันมองต้นเสียง  ในตอนนี้ที่ประตูกระท่อมเพิ่มคนมาอีกคนหนึ่ง  เป็นบุรุษร่างกำยำดำถึก มองผิวเผินนึกว่านิโกรหลงป่า ทั้งตัวนุ่งผ้าซิ่นปิดบังส่วนกลางของร่างกายเอาไว้ผืนเดียวเท่านั้น

        

“เชี่ย เชี่ย  เชี่ย!!!”บุรุษกำยำดำถึกคำรามต่อขณะถลึงตามองทุกคนหน้ากระท่อม “เชี่ย เชี่ย เชี่ย!!!”

        

“แมร่ง  ด่าใครวะนั่น”ฮาโร่กระซิบกับซายด์  พรานเฒ่าโค้งกายคารวะบุรุษร่างกำยำก่อนจะขยับเข้าไปกระซิบกระซาบที่ข้างหูพลางบุ้ยใบ้มาที่สองหนุ่ม  บุรุษร่างกำยำดำถึกซึ่งคงเป็นหัวหน้าชาวบ้านหรืออะไรทำนองนั้นพยักหน้าหงึกหงักแล้วโบกมือให้ฮาโร่กับซายด์ตามเข้ามาในกระท่อม

        

“งะ...งานเข้า”หนุ่มผมแดงครางเสียงอ่อยเมื่อถูกผลักผ่านประตูเข้ามาสู่กระท่อมพร้อมกับซายด์  ไม่มีชาวบ้านคนอื่นตามเข้ามาด้วยนอกจากชายผู้เป็นเจ้าของกระท่อมเท่านั้น

        

“เชี่ย!”เจ้าของกระท่อมร่างถึกตะโกนลั่น ถลึงตาใส่สองหนุ่ม

        

“เชี่ย!”ซายด์ตะโกนกลับ ก่อนจะหันมากระซิบบอกฮาโร่ “หากฉันเดาไม่ผิด มันคงเป็นคำทักทายล่ะนะ”

        

“งั้นหรอ?”ฮาโร่ตาโตแล้วลองบ้าง “สวัสดี...ไอ้หน้าเชี่ย!!!”

        

พูดจบก็หัวเราะก๊ากโดยไม่สนใจว่าสถานการณ์กำลังเป็นตายเช่นไร  ซายด์ส่ายหัวดิก  บุรุษร่างถึกหมุนกายเดินไปยังมุมหนึ่งของกระท่อมที่ไม่มีเครื่องประดับมากมายนักนอกจากเตียงไม้หลังหนึ่งและโต๊ะอีกหนึ่งตัว  สองหนุ่มยืนรอไม่กี่นาทีชายคนนั้นก็เดินกลับมาพร้อมปืนไรเฟิลกระบอกโต

        

“บังเอิญกูฟังภาษากลางรู้เรื่องว่ะ”เขาพูดด้วยเสียงคำรามอันแหบแห้งเช่นเดิม “ถ้ายังไม่อยากตาย ลงไปนอนคว่ำหน้าบนพื้นเดี๋ยวนี้”

        

ฮาโร่และซายด์รีบทำตามคำสั่งทั้งที่มีเชือกพันธนาการจนขยับตัวได้ไม่ถนัดนัก  แต่ลึกๆลงไปแล้วก็ใจชื้นขึ้นเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายพูดภาษากลางได้  การเจรจาคงง่ายขึ้นอีกเยอะ  แต่สิ่งที่หวังไว้ก็พังทลายเมื่อบุรุษร่างถึกนั่งย่อเข่าแนะนำตัวเอง

        

“กูคือราเฟ่  เป็นผู้ใหญ่บ้านของที่นี่  เมื่อกี้ตาพรานอินหยานมาบอกกูว่าเจอพวกมึงติดตาข่ายอยู่ในหุบหลับใหล  มึงสองคนเป็นใคร  ไปทำอะไรที่นั่น?”

        

“พวกเราหลงป่า”ซายด์รีบเงยหน้าตอบ “ทีแรกแค่จะมาเดินเล่นกันเฉยๆ  พอเดินไปเดินมาก็หาทางออกไม่เจอ  คณะทัวร์ของเพื่อนผมยังตั้งแคมป์อยู่ข้างนอกอีกหลายคน  ป่านนี้คงรอแย่แล้ว ปล่อยพวกเราไปเถอะ  เราสองคนไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”

        

“ไอ้แตรหล๋อ!”ผู้ใหญ่บ้านราเฟ่ตวัดกำปั้นใส่หน้าซายด์เสียงดังสนั่น  หนุ่มแว่นหน้าหงาย เลือดกำเดาไหลทะลัก  ฮาโร่กัดฟันกรอด พยายามดีดกายจะลุกยืน  แต่ราเฟ่ก็กดปลายกระบอกปืนใส่ศีรษะของซายด์เสียก่อน “ถ้ามึงขยับ  กูยิงไอ้แว่น”

        

ฮาโร่จึงต้องข่มใจนอนหมอบบนพื้นดังเดิม  ซายด์หันมาพยักหน้าบอกเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร  ใจเย็นๆไว้เพื่อน

        

“ป่าแถบนี้เป็นป่าสงวน ห้ามนักท่องเที่ยวเข้าชม”ราเฟ่พูดต่อพลางวางกระดาษสองแผ่นลงบนพื้นเบื้องหน้าสองหนุ่ม “มีคนสองจำพวกเท่านั้นที่จะหลบมาที่นี่ หนึ่งคือพรานป่า และสองคือพวกวายร้ายหนีกฎหมาย และกูรู้ว่าพวกมึงเป็นใคร  ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า  ฝีมือปลอมตัวของมึงสองคน ห่วยแตกที่สุด”

        

กระดาษสองแผ่นนั้นที่วางอยู่เบื้องหน้าของฮาโร่และซายด์คือหมายจับที่ลงรูปอาชญากรไว้ชัดเจน

        

มันเป็นรูปของพวกเขาสองคนนั่นเอง

        

“กูจะเป็นคนพาพวกมึงออกไปจากที่นี่เอง”ราเฟ่พูด  น้ำเสียงแฝงความนัยที่บอกชัดว่าไม่ได้มีเจตนาดี  ฮาโร่กับซายด์ไม่ทันได้จับใจความอะไรมากกว่านั้น พานท้ายปืนไรเฟิลก็ถูกตวัดฟาดลงบนท้ายทอยของพวกเขาทีละคน ก่อนที่สติจะดับวูบลง ทั้งสองได้ยินเพียงแค่เสียงหัวเราะในลำคอของผู้ใหญ่บ้านร่างถึกเท่านั้น